Home / Blog / สร้างระบบอะคูสติกที่ดีในพื้นที่ที่ใช่ เรื่องที่นักออกแบบภายใน (interior design) ต้องรู้!
คุณเคยออกแบบห้องประชุมที่ดูสวยงาม

สร้างระบบอะคูสติกที่ดีในพื้นที่ที่ใช่ เรื่องที่นักออกแบบภายใน (interior design) ต้องรู้!

คุณเคยออกแบบห้องประชุมที่ดูสวยงาม หรูหรา
แต่เมื่อใช้งานจริงกลับพบว่าเสียงก้องจนสื่อสารกันลำบากไหม?

บ่อยครั้งที่การออกแบบตกแต่งภายใน (Interior Design) เรามักให้ความสำคัญกับความงามทางสายตา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโทนสี การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ หรือการออกแบบแสงสว่าง มากกว่าฟังก์ชันในการใช้งานจริง โดยเฉพาะเรื่องของเสียงหรือระบบอะคูสติก (Acoustics) ที่เป็นฟังก์ชันสำคัญของห้องประชุมหลาย ๆ ที่ แต่กว่าจะรู้ว่าระบบเสียงมีปัญหา ก็เมื่อเกิดเรื่องหลังห้องประชุมสร้างเสร็จแล้ว

บทความนี้ จะพานักออกแบบตกแต่งภายในไปสำรวจความสำคัญของการออกแบบอะคูสติก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ช่วยลดปัญหาเสียงก้องหรือเสียงรบกวน แต่ยังสามารถยกระดับบรรยากาศและสุนทรียภาพของเสียงในพื้นที่ให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

 


 

สารบัญบทความ

 


 

โจทย์ท้าทายของนักออกแบบ เมื่อความสวยงามต้องไปพร้อมกับอะคูสติกที่ดี

สำหรับนักออกแบบตกแต่งภายใน การออกแบบพื้นที่ให้สวยสมดุลทั้งเรื่องความสวยงาม (Aesthetics) และฟังก์ชันประสิทธิภาพทางเสียง (Acoustic Performance) เป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะวัสดุดูดซับเสียง เช่น แผ่นโฟมรังไข่ หรือแผ่นฝ้าเพดานแบบมาตรฐาน มักที่จะมีลักษณะแข็งกระด้างและทำให้ภาพรวมของงานดีไซน์ขาดความพรีเมียมสวยงาม

อย่างไรก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบอะคูสติก (Acoustic Design) ในปัจจุบันได้พัฒนาไปไกล คอนเซ็ปต์ของการจัดการกับเสียง ไม่ได้หมายถึงการทำให้ห้องเงียบสงัดราวกับห้องอัดเสียงเสมอไป แต่คือการสร้าง “สภาพแวดล้อมทางเสียงที่ดี” (Acoustic Comfort) ที่เหมาะสมกับการใช้งานของพื้นที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องรับรองที่ต้องการความผ่อนคลาย ห้องประชุมที่ต้องการความชัดเจนของเสียงพูด เสียงวิดีโอ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 


 

เจาะลึกปัญหาด้านอะคูสติกที่พบบ่อยในงานตกแต่งภายใน

ก่อนที่จะแก้ไขปัญหา เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเสียงในพื้นที่ปิดกันก่อน เพราะปัญหาด้านอะคูสติกที่นักออกแบบมักพบเจอมีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละปัญหาส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานแตกต่างกันไป

  • Reverberation (เสียงสะท้อน) นี่คือปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในห้องสไตล์โมเดิร์นหรือมินิมอลที่นิยมใช้พื้นผิวเรียบแข็ง เช่น กระจก คอนกรีตขัดมัน หรือกระเบื้องแกรนิตโต้ เสียงสะท้อนคือเสียงที่ค้างอยู่ในห้องหลังจากแหล่งกำเนิดเสียงหยุดลงแล้ว เมื่อเสียงสะท้อนมีมากเกินไป จะทำให้พยางค์ของค าพูดซ้อนทับกัน ส่งผลให้เกิดความไม่ชัดเจนของเสียง (Lack of clarity) ทำให้ผู้ฟังต้องใช้สมาธิมากขึ้นในการทำความเข้าใจ
  • Noise leakage (เสียงรั่ว) ปัญหาเสียงรบกวนเข้ามาในห้อง หรือเสียงรั่วไหลจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง เป็นฝันร้าย สำหรับพื้นที่ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เช่น ห้องทำงาน ห้องทำงานผู้บริหาร หรือห้องประชุม ปัญหานี้มักเกิดจากการเลือกใช้ วัสดุกั้นห้องที่ไม่เหมาะสม หรือการออกแบบรอยต่อของผนัง ฝ้าเพดาน และประตูที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • Resonance challenges (ปัญหาความสั่นพ้อง) ในบางห้องที่มีสัดส่วนเฉพาะ ความถี่ของเสียงบางความถี่อาจถูกขยาย ให้ดังขึ้น หรือถูกลดทอนลงจนหายไป ทำให้เสียงที่ได้ยินมีความผิดเพี้ยน ปัญหานี้มักพบในห้องที่มีขนาดเล็กหรือมีรูปทรงเป็น สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่สมมาตรกันเกินไป

 


 

ยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยด้วย WELL V2 Acoustic Standard

WELL Building Standard v2 คือหนึ่งใน 10 แนวคิดหลักของมาตรฐานอาคารความสำคัญของคุณภาพเสียงภายในอาคารได้รับการยอมรับในระดับสากล มุ่งเน้นการออกแบบอาคารเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยใน WELL v2 ได้กำหนดแนวคิดด้านเสียง (Sound Concept) ไว้อย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดเสียงรบกวนและยกระดับสภาพแวดล้อมทางเสียงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น 1

หนึ่งในข้อกำหนดที่สำคัญคือ S01: Sound Mapping ซึ่งสนับสนุนให้นักออกแบบวางผังพื้นที่โดยคำนึงถึงการแยกโซนใช้งาน เช่น การจัดวางพื้นที่ที่ต้องการความเงียบอย่างห้องประชุมหรือห้องเรียน ให้อยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีเสียงดัง เช่น ห้องเครื่องหรือโซนสังสรรค์ นอกจากนี้ ข้อกำหนด S03: Sound Barriers ยังเน้นเรื่องการทดสอบประสิทธิภาพของผนังกั้นห้อง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถป้องกันเสียงรบกวนได้ตามมาตรฐานที่กำหนด 2

การนำหลักการของ WELL v2 มาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบตกแต่งภายใน ไม่เพียงช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้อยู่อาศัย แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลงานออกแบบในระยะยาวอีกด้วย

ภาพจาก International WELL Building Institute | IWBI

ภาพจาก International WELL Building Institute | IWBI

ภาพพื้นที่ทำงานที่ออกแบบตามมาตรฐานสุขภาวะที่ดี

ภาพพื้นที่ทำงานที่ออกแบบตามมาตรฐานสุขภาวะที่ดี
โดยมีการจัดการเสียงสะท้อนด้วยวัสดุตกแต่งฝ้าเพดาน 

 


 

ฟังก์ชัน & แฟชั่น สร้างได้ด้วยวัสดุอะคูสติกที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมเสียงโดยเฉพาะ

ความท้าทายสำคัญของนักออกแบบตกแต่งภายใน คือการเลือกวัสดุที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพทางเสียง ไม่ว่าจะเป็นการดูดซับหรือการกระจายเสียง ควบคู่ไปกับความสวยงามที่เข้ากับสไตล์การออกแบบโดยรวม โชคดีที่ในปัจจุบันนวัตกรรมวัสดุอะคูสติกได้พัฒนาไปอย่างมาก ทำให้มีตัวเลือกที่หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น

Decorative Acoustic Panels

หนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมคือ Decorative Acoustic Panels หรือแผงดูดซับเสียงเชิงตกแต่ง ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่แผ่นสี่เหลี่ยมสีเรียบอีกต่อไป แต่ถูกออกแบบให้มีลวดลาย พื้นผิว (Texture) และสีสันที่หลากหลาย บางรุ่นมีดีไซน์คล้ายงานศิลปะติดผนัง (Acoustic Art) หรือมีการฉลุลายแบบ 3 มิติ ที่ช่วยสร้างมิติของแสงและเงาให้กับพื้นที่ได้อย่างโดดเด่น

นอกจากความสวยงามแล้ว วัสดุเหล่านี้ยังมีค่าประสิทธิภาพการดูดซับเสียง (Sound Absorption Coefficient หรือ NRC) ที่ดี ช่วยลดเสียงสะท้อนภายในห้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ได้ทั้งบรรยากาศที่น่าอยู่และคุณภาพเสียงที่เหมาะสมในพื้นที่เดียวกัน

ภาพแผงผนังตกแต่งที่มีคุณสมบัติดูดซับเสียง (Decorative Acoustic Panels)

ภาพแผงผนังตกแต่งที่มีคุณสมบัติดูดซับเสียง (Decorative Acoustic Panels)
ช่วยเพิ่มลวดลายและมิติให้กับผนัง 

Acoustic Ceiling Baffles and Clouds

Acoustic Ceiling Baffles and Clouds หรือวัสดุตกแต่งฝ้าเพดานเพื่อดูดซับเสียง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีเพดานสูง การติดตั้งวัสดุแบบห้อยแขวนจากฝ้าเพดาน (Baffles หรือ Clouds) ไม่เพียงช่วยลดเสียงสะท้อนในแนวตั้งที่มักเกิดขึ้นในพื้นที่ลักษณะนี้ แต่ยังช่วยควบคุมคุณภาพเสียงโดยรวมภายในห้องได้ดีขึ้น

ในด้านการออกแบบ วัสดุประเภทนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถสร้างสรรค์รูปทรง สีสัน และรูปแบบการจัดวางได้หลากหลาย ทำให้ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันด้านอะคูสติกเท่านั้น แต่ยังสามารถกลายเป็นจุดเด่น (Focal Point) ที่ช่วยเพิ่มมิติและความน่าสนใจให้กับพื้นที่ได้อย่างลงตัว

Fabric-Wrapped Panels

Fabric-Wrapped Panels หรือแผงดูดซับเสียงแบบหุ้มผ้า ถือเป็นตัวเลือกที่คลาสสิกและมีความยืดหยุ่นสูง แผงประเภทนี้มักทำจากวัสดุดูดซับเสียงอย่างใยแก้วหรือร็อควูล แล้วหุ้มด้วยผ้าภายนอก ทำให้สามารถออกแบบให้เข้ากับสไตล์ของพื้นที่ได้อย่างหลากหลาย

จุดเด่นคือ นักออกแบบสามารถเลือกสี ลวดลาย และพื้นผิวของผ้าให้สอดคล้องกับองค์ประกอบอื่น ๆ ภายในห้อง เช่น เฟอร์นิเจอร์หรือผ้าม่านได้อย่างลงตัว ส่งผลให้วัสดุอะคูสติกไม่ดูแปลกแยก แต่กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของงานตกแต่งโดยรวม ทั้งยังคงประสิทธิภาพในการดูดซับเสียงได้อย่างมีประสิทธิผล

ภาพวัสดุดูดซับเสียงหลากหลายรูปแบบที่สามารถเลือกใช้ให้เข้ากับสไตล์การตกแต่ง

ภาพวัสดุดูดซับเสียงหลากหลายรูปแบบที่สามารถเลือกใช้ให้เข้ากับสไตล์การตกแต่ง 

ประเภทวัสดุ  ค่า NRC โดยประมาณ จุดเด่นด้านการออกแบบ พื้นที่ที่เหมาะสม
แผงผนังตกแต่ง 3D (3D Acoustic Panels) 0.60-0.85 สร้างมิติแสงเงา, มีลวดลาย หลากหลาย ห้องรับแขก, โถงต้อนรับ, ห้องประชุม
แผงหุ้มผ้า (Fabric 

Wrapped Panels)

0.80-1.00 ปรับแต่งสีและลายผ้าได้ไม่ จำกัด ห้องโฮมเธียเตอร์, ห้องนอน, ออฟฟิศ
ฝ้าเพดานห้อยแขวน

(Acoustic Baffles)

0.70-0.90 สร้างความเคลื่อนไหวบน เพดาน โถงสูง, ร้านอาหาร, พื ้นที่ ท างานแบบเปิด
แผ่นไม้ระแนงซับเสียง (Acoustic Wood Slats) 0.65-0.85 ให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบ ธรรมชาติ ห้องอาหาร, ห้องนั่งเล่น

สไตล์สแกนดิเนเวียน

 


 

วางแผนผลลัพธ์ล่วงหน้า ด้วยการจำลองเสียง (Acoustic Simulation)

หนึ่งในความกังวลของนักออกแบบภายในคือ “จะรู้ได้อย่างไรว่าวัสดุที่เลือกใช้จะแก้ปัญหาได้จริง?” ในอดีต การออกแบบด้านอะคูสติกมักอาศัยประสบการณ์และการคาดการณ์เป็นหลัก เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีหรือตัวช่วยอะไรที่ใช้ในการจำลองผลลัพธ์หลังออกแบบได้ แต่ปัจจุบันสามารถใช้ซอฟต์แวร์จำลองเสียง (Acoustic Simulation) เข้ามาช่วยประเมินผลได้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ

การจำลองสภาพแวดล้อมทางเสียงช่วยให้นักออกแบบทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านอะคูสติกได้แม่นยำมากขึ้น ทั้งในแง่ของตำแหน่งและปริมาณวัสดุดูดซับเสียงที่เหมาะสม โดยยังคงรักษาความสวยงามของพื้นที่ไว้ได้ การทดสอบล่วงหน้าลักษณะนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการต้องแก้ไขงานภายหลัง ซึ่งมักใช้ทั้งเวลาและงบประมาณสูง

 


 

“เสียง” องค์ประกอบสำคัญที่ยกระดับงานออกแบบภายใน

การออกแบบตกแต่งภายในที่ดี ไม่ได้วัดแค่ความสวยงามจากภาพถ่าย แต่คือประสบการณ์จริงเมื่อมีคนเข้าไปใช้งานในพื้นที่นั้น “เสียง” เป็นองค์ประกอบที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อความรู้สึกและสุขภาวะของผู้ใช้งานอย่างชัดเจน ในมุมของนักออกแบบ การให้ความสำคัญกับ Acoustic Design จะช่วยยกระดับผลงานให้ครบทั้งฟังก์ชันและความรู้สึก สร้างพื้นที่ที่ไม่เพียงดูดี แต่ยังใช้งานได้สบายและมีคุณภาพเสียงที่เหมาะสม

 


 

ตรวจ Acoustic Design ก่อนปิดแบบ

Acoustic ที่ดีไม่ได้เริ่มจากการเลือกแผ่นซับเสียงในช่วงท้ายของโครงการ แต่เริ่มตั้งแต่การกำหนดกิจกรรมของพื้นที่ การวาง Acoustic Zoning การเลือกวัสดุ และการประสานรายละเอียดกับผนัง ฝ้า ประตู กระจก ระบบปรับอากาศ Lighting และอุปกรณ์ AV
หากประเด็นเหล่านี้ไม่ได้รับการตรวจตั้งแต่ช่วงออกแบบ อาจทำให้เกิดปัญหาเสียงก้อง เสียงสนทนารั่ว ระบบปรับอากาศรบกวน หรือจำเป็นต้องเพิ่มวัสดุภายหลังจนกระทบ Design Intent ของโครงการ

เพื่อช่วยให้ Interior Designer ตรวจประเด็นสำคัญได้อย่างเป็นระบบ ATC ได้จัดทำ : Acoustic Design Coordination Checklist สำหรับ Interior Designer

[ดาวน์โหลด Acoustic Design Coordination Checklist]
Excel พร้อม Design Gate Checklist, Material Review, Interface Matrix, Risk Dashboard และ Site Inspection Form (รับไฟล์ทางอีเมล)

 

 

 

 

 


 

References

[1] International WELL Building Institute. (n.d.). What’s new in WELL v2: Sound. Retrieved from

[2] USGBC. (n.d. ). A DETAILED LOOK INTO WELL SOUND FEATURES. Retrieved from

 


 

© 2024 Advanced Technology Contracting Co., Ltd. 

6 A-Group Building, Nachadapisek Road, Ladyao, Jatujak, Bangkok 10900 Tel: 09-6148-3207 | Email: marketing@atc.co.th

Start typing and press Enter to search