ในปัจจุบัน การออกแบบตกแต่งภายในห้องประชุม (Meeting Room Interior Design) ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงความสวยงามและภาพลักษณ์ขององค์กรเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพเสียง (Acoustic Quality) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสื่อสาร โดยเฉพาะในยุคที่การประชุมแบบไฮบริด (Hybrid Meeting) และ Video Conference กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ปัญหาเสียงก้อง (Echo) เสียงสะท้อน (Reverberation) และเสียงรบกวนจากภายนอก อาจทำให้การสนทนาขาดความชัดเจน ส่งผลต่อความเข้าใจและความต่อเนื่องในการประชุม
ด้วยเหตุนี้ Acoustic Design หรือการออกแบบอะคูสติก จึงเป็นอีกองค์ประกอบที่ Interior Designer ควรให้ความสำคัญตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ การเข้าใจหลักการควบคุมเสียงจะช่วยให้นักออกแบบสามารถวางแผนรูปทรงห้อง เลือกวัสดุตกแต่ง และประสานงานกับระบบอาคารและระบบ AV ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ห้องประชุมมีทั้งความสวยงาม คุณภาพเสียงที่ดี และตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยไม่ต้องปรับแก้แบบภายหลังจนกระทบต่อแนวคิดการออกแบบเดิม
Key takeaways
- Acoustic Design คือการออกแบบคุณภาพเสียงภายในห้องประชุม โดยควบคุมเสียงก้อง เสียงสะท้อน และเสียงรบกวน เพื่อให้การสื่อสารชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
- การเข้าใจค่ามาตรฐานอะคูสติก เช่น RT60, NRC, STC และ NC ช่วยให้ Interior Designer กำหนดเป้าหมายด้านเสียงและเลือกแนวทางออกแบบได้เหมาะสมกับการใช้งาน
- การเลือกวัสดุอะคูสติกควรคำนึงถึงประสิทธิภาพการดูดซับเสียง ควบคู่กับความสวยงามและแนวคิดการออกแบบ เพื่อให้วัสดุกลมกลืนกับพื้นที่โดยไม่ลดทอน Design Intent
- การวางแผน Acoustic Design ตั้งแต่ขั้นตอน Concept Design ช่วยให้สามารถประสานงานกับระบบ AV และ MEP ได้อย่างเหมาะสม ลดปัญหาการแก้ไขแบบและค่าใช้จ่ายภายหลัง
- ห้องประชุมที่มีคุณภาพเสียงดีควรรองรับทั้งการประชุมภายในห้องและการประชุมออนไลน์ โดยคำนึงถึงความชัดเจนของเสียงพูด การป้องกันเสียงรบกวน และความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
สารบัญบทความ
- Acoustic Design คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญกับห้องประชุมขององค์กร
- ค่ามาตรฐานและหลักการทางอะคูสติกที่ Interior Designer ต้องรู้
- Acoustic Design ช่วยแก้ปัญหาเสียงในห้องประชุมอย่างไร?
- องค์ประกอบหลักของการออกแบบอะคูสติก (Acoustic Design) มีอะไรบ้าง?
- ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อต้องแก้ Acoustic Design ภายหลังงานออกแบบ Interior
- ค่าเป้าหมาย Acoustic Design สำหรับห้องประชุมแต่ละประเภท
- แนวทาง Acoustic Design สำหรับห้องประชุมแต่ละประเภท
- วัสดุ Acoustic ที่ใช้ในการออกแบบอะคูสติกมีอะไรบ้าง?
- Invisible Technology & Checklist สำหรับ Interior Designer ในช่วง Concept Stage
- Acoustic Design ช่วยให้ ID คุมได้ทั้งความสวยงามและคุณภาพเสียง
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Acoustic Design
Acoustic Design คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญกับห้องประชุมขององค์กร

Acoustic Design คือการออกแบบและควบคุมพฤติกรรมของเสียงภายในพื้นที่ โดยคำนึงถึงการสะท้อน การดูดซับ การกระจายเสียง การป้องกันเสียงรั่วไหล และการจัดการเสียงรบกวนจากระบบอาคาร เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ยินเสียงพูดอย่างชัดเจน รู้สึกสบายขณะฟัง และสามารถสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กระทบต่อแนวคิดและความสวยงามของงานออกแบบภายใน (Design Intent)
สำหรับห้องประชุมองค์กร คุณภาพเสียง (Room Acoustics) ส่งผลโดยตรงต่อความชัดเจนของเสียงพูด (Speech Intelligibility) และประสบการณ์การประชุมทั้งในห้องและออนไลน์ การใช้วัสดุผิวแข็ง เช่น หิน กระจก และผนังเรียบ อาจทำให้เกิดเสียงก้องและเสียงสะท้อน จนรบกวนการรับเสียงของไมโครโฟนและลดความชัดเจนของ Video Conference แม้ใช้อุปกรณ์ AV คุณภาพสูงก็ตาม
ค่ามาตรฐานและหลักการทางอะคูสติกที่ Interior Designer ต้องรู้
การออกแบบ Acoustic Design สำหรับห้องประชุมให้มีคุณภาพเสียงที่ดี Interior Designer ควรเข้าใจค่ามาตรฐานทางอะคูสติกที่สำคัญ เพื่อใช้กำหนดเป้าหมายด้านเสียง เลือกวัสดุ และวางแผนระบบห้องให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยมีหลักการที่ควรรู้ดังนี้
- RT60 (Reverberation Time 60 dB): คือระยะเวลาที่ระดับพลังงานเสียงลดลง 60 เดซิเบล หลังจากที่แหล่งกำเนิดเสียงหยุดลง สำหรับห้องประชุมทั่วไป ควรควบคุมให้อยู่ในช่วง 0.4 – 0.7 วินาที หาก RT60 สูงเกินไป เสียงพูดจะตีกันจนฟังไม่รู้เรื่อง
- NRC (Noise Reduction Coefficient): ค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียงของวัสดุ มีค่าตั้งแต่ 0.00 (ไม่ซับเสียงเลย Reflection 100%) ถึง 1.00 (ซับเสียงสมบูรณ์ 100%)
- STC (Sound Transmission Class): ค่าความสามารถในการกั้นเสียงผ่านผนัง ประตู หรือหน้าต่าง ห้องประชุมผู้บริหารหรือ Boardroom ควรมีค่า STC อย่างน้อย STC 45 – 50 ขึ้นไป เพื่อป้องกันการรั่วไหลของความลับทางธุรกิจ
- NC (Noise Criterion): ค่าระดับเสียงรบกวนพื้นหลัง (Background Noise) จากระบบเครื่องปรับอากาศ (HVAC) หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ค่า NC มาตรฐานสำหรับห้องประชุมควรตั้งเป้าไว้ที่ NC 30 – 35
Acoustic Design ช่วยแก้ปัญหาเสียงในห้องประชุมอย่างไร?
ปัญหาเสียงในห้องประชุมไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน ทั้งวัสดุตกแต่ง รูปทรงห้อง ระบบปรับอากาศ ตำแหน่งลำโพงและไมโครโฟน รวมถึงการเชื่อมต่อกับพื้นที่ข้างเคียง ดังนั้น การออกแบบ Acoustic Design ที่มีประสิทธิภาพจึงควรคำนึงถึง 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ควบคุมเสียงก้อง (Reverberation / RT60): กำหนดระยะเวลาการก้องของเสียงให้เหมาะกับขนาดและลักษณะการใช้งานของห้อง เพื่อให้เสียงพูดชัดเจนและไม่ซ้อนทับกัน
- ลดเสียงสะท้อน (Reflection): เลือกและจัดวางวัสดุดูดซับเสียง (Absorption) และวัสดุกระจายเสียง (Diffusion) ให้เหมาะสมกับตำแหน่งโต๊ะประชุม ผู้พูด จอภาพ และลำโพง
- ควบคุมเสียงรบกวน (Background Noise): จัดการเสียงจากระบบปรับอากาศและอุปกรณ์อาคาร เช่น FCU, AHU, VAV และ Diffuser เพื่อไม่ให้เสียงรบกวนบดบังเสียงพูด
- ป้องกันเสียงรั่วไหล (Sound Isolation / Privacy): ลดการส่งผ่านเสียงระหว่างห้องประชุมกับทางเดินหรือห้องข้างเคียง โดยพิจารณาทั้งผนัง ฝ้าเพดาน ประตู รอยต่อ และช่องเปิดสำหรับงานระบบ
อีกประเด็นสำคัญที่ควรเข้าใจคือ Sound Absorption และ Sound Isolation ทำหน้าที่แตกต่างกัน วัสดุดูดซับเสียงหรือ Acoustic Panel ช่วยลดเสียงสะท้อนภายในห้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันเสียงจากภายนอกหรือเสียงที่เล็ดลอดผ่านผนังได้เสมอไป การออกแบบจึงต้องพิจารณาระบบผนังและโครงสร้างโดยรวม รวมถึงชั้นวัสดุ รอยต่อ ประตู และช่องเปิดสำหรับงานระบบ เพื่อให้ได้ทั้งคุณภาพเสียงที่ดีและความเป็นส่วนตัวตามต้องการ
บริการติดตั้งเครื่องเสียงห้องประชุม แก้ปัญหา Acoustic Design ได้อย่างลงตัว อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : ติดตั้งเครื่องเสียงห้องประชุม
องค์ประกอบหลักของการออกแบบอะคูสติก (Acoustic Design) มีอะไรบ้าง?
| องค์ประกอบการออกแบบ | สิ่งที่ Interior Designer ต้องพิจารณา | ผลต่อคุณภาพเสียง |
| Room Geometry + Volume | สัดส่วนห้อง รูปทรงฝ้าเพดาน ผนังขนาน และพื้นที่กระจก | การสะท้อนเสียงและการกระจายเสียงภายในห้อง |
| Surface & Material | คุณสมบัติการดูดซับเสียงของฝ้า ผนัง พรม ม่าน และเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงตำแหน่งติดตั้ง | RT60, Echo และความสบายในการฟัง |
| Noise Control | เสียงรบกวนจากระบบ HVAC อุปกรณ์เครื่องกล และช่องเปิดงานระบบ | ระดับเสียงพื้นหลังและความชัดเจนของเสียงพูด |
| Sound Isolation | โครงสร้างผนัง ประตูและซีลขอบประตู รอยต่อผนังกับพื้นและฝ้า รวมถึงเส้นทางเสียงรั่วไหล (Flanking Path) | ความเป็นส่วนตัวและการป้องกันเสียงรบกวนระหว่างห้อง |
| AV Integration | ตำแหน่งลำโพง ไมโครโฟน กล้อง จอภาพ และระบบประมวลผลเสียง (DSP) | ความชัดเจนของเสียงในการประชุมภายในห้องและ Hybrid Meeting |
หลักการสำคัญของ Acoustic Design คือการกำหนดเป้าหมายด้านคุณภาพเสียง (Acoustic Performance) ก่อนเลือกวัสดุตกแต่ง (Finish) เช่น การกำหนดค่า RT60 ระดับเสียงรบกวนพื้นหลัง และระดับความเป็นส่วนตัวที่ต้องการ จากนั้นจึงเลือกวัสดุดูดซับเสียงและออกแบบระบบผนังให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยไม่พิจารณาเพียงค่า NRC ของวัสดุ แต่ต้องคำนึงถึงตำแหน่งติดตั้งและประสิทธิภาพของระบบโดยรวมด้วย
ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อต้องแก้ Acoustic Design ภายหลังงานออกแบบ Interior
Project Risk Reduction
การกำหนด Acoustic Criteria ตั้งแต่ขั้นตอน Concept Design และ Schematic Design ช่วยให้ Interior Designer สามารถวางแผนพื้นที่สำหรับติดตั้งวัสดุซับเสียง และประสานงานกับทีม MEP และ AV ได้ตั้งแต่ก่อนสรุปแบบ ช่วยลดการแก้ไขงานหน้างาน ควบคุมงบประมาณ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนส่งมอบโครงการ
สำหรับ Interior Designer ความเสี่ยงจากการวางแผน Acoustic Design ภายหลัง ไม่ได้มีเพียงปัญหาคุณภาพเสียง แต่ยังส่งผลต่อการควบคุมแนวคิดการออกแบบ (Design Control) เมื่อต้องปรับแก้งานตกแต่งที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว เช่น การเพิ่มแผ่นซับเสียงบนผนัง การติดตั้ง Baffle ใต้ฝ้าที่กระทบกับ Lighting Concept การเปลี่ยนประตูเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว หรือการปรับตำแหน่ง Diffuser เพื่อลดเสียงลมรบกวนไมโครโฟน การแก้ไขเหล่านี้อาจนำไปสู่ Rework, Change Order และความล่าช้าของโครงการ รวมถึงทำให้ผลงานจริงไม่เป็นไปตาม Design Intent ที่วางไว้ตั้งแต่ต้น
ค่าเป้าหมาย Acoustic Design สำหรับห้องประชุมแต่ละประเภท
ค่าเป้าหมาย Acoustic Design สำหรับห้องประชุมแต่ละประเภทเป็นแนวทางเบื้องต้นในการวางแผนออกแบบ โดยควรปรับให้เหมาะกับขนาดห้อง จำนวนผู้ใช้งาน ระบบ AV และข้อกำหนดของแต่ละโครงการ ทั้งนี้ การกำหนดค่า RT60 ควรพิจารณาตามช่วงความถี่เสียง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของห้องประชุมแต่ละประเภท
| ประเภทห้อง | การใช้งาน | RT60 เป้าหมาย | Noise Target | Design Focus |
| Huddle / 4–6 คน | คุยสั้น / Video Call | ≈ 0.3–0.5 s | NC/NR ~30–35 | ลด reflection ใกล้ไมค์ + privacy |
| Meeting / 6–12 คน | ประชุมทั่วไป / Hybrid | ≈ 0.4–0.6 s | NC/NR ~25–35 | wall/ceiling absorption + AV coordination |
| Boardroom / 12–24 คน | Executive / Hybrid | ≈ 0.4–0.6 s | NC/NR ~25–30 | speech clarity, privacy, concealed treatment |
| Training / 20–60 คน | พูดสอน + interaction | ≈ 0.5–0.7 s | NC/NR ~30–35 | coverage, rear wall reflection, flexibility |
| Divisible / Multipurpose | ประชุม + event | ≈ 0.5–0.8 s | NC/NR ~30–35 | partition isolation + variable acoustics |
แนวทาง Acoustic Design สำหรับห้องประชุมแต่ละประเภท

การออกแบบ Acoustic Design ควรปรับให้เหมาะกับขนาดห้อง จำนวนผู้ใช้งาน และรูปแบบการประชุม เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีโดยไม่กระทบต่อแนวคิดการออกแบบภายใน โดยแต่ละประเภทห้องมีจุดที่ควรคำนึงถึงแตกต่างกัน ดังนี้
- Huddle Room: ผนังที่อยู่ใกล้ผู้พูดอาจทำให้เสียงสะท้อนเข้าไมโครโฟนได้เร็ว ควรใช้ฝ้าหรือผนังดูดซับเสียงในตำแหน่งที่เหมาะสม และติดตั้งซีลขอบประตูเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว
- Standard Meeting Room: กระจายวัสดุดูดซับเสียงระหว่างฝ้าและผนัง โดยให้ความสำคัญกับผนังด้านท้ายห้อง พร้อมประสานตำแหน่งจอ ลำโพง และกล้องตั้งแต่เริ่มออกแบบ
- Executive Boardroom: ผสานวัสดุอะคูสติกเข้ากับงานตกแต่ง เช่น Timber Slat, Fabric Wall และ Perforated Panel เพื่อรักษาความหรูหรา ควบคู่กับการควบคุมเสียงรบกวนและความเป็นส่วนตัว
- Training / Multipurpose Room: ออกแบบให้รองรับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงการกระจายเสียงและเสียงสะท้อนจากผนังด้านท้ายห้อง หากมีผนังกั้นเลื่อน ควรพิจารณาทั้งการป้องกันเสียงระหว่างห้องและการดูดซับเสียงเมื่อรวมพื้นที่เข้าด้วยกัน
วัสดุ Acoustic ที่ใช้ในการออกแบบอะคูสติกมีอะไรบ้าง?

การเลือกวัสดุ Acoustic สำหรับห้องประชุม ไม่ควรพิจารณาเพียงค่า NRC แต่ต้องคำนึงถึงช่วงความถี่ที่วัสดุดูดซับเสียงได้ พื้นที่ติดตั้ง โครงสร้างด้านหลัง และความสอดคล้องกับ Mood & Tone ของงานออกแบบ รวมถึงการดูแลรักษาในระยะยาว โดยวัสดุที่นิยมใช้มีดังนี้
- Acoustic Fabric / Fabric-wrapped Panel: ปรับสีและลวดลายได้หลากหลาย เหมาะกับผนังที่ต้องการดูดซับเสียงและกลมกลืนกับงานตกแต่ง
- Perforated / Micro-perforated Panel: เหมาะกับงานไม้หรือโลหะที่ต้องการผิวเรียบและดูทันสมัย โดยต้องออกแบบรูเจาะ ช่องอากาศ และวัสดุด้านหลังให้สัมพันธ์กัน
- Wood Slat + Absorptive Backing: เพิ่มมิติและจังหวะให้ผนัง พร้อมช่วยดูดซับเสียงเมื่อใช้ร่วมกับวัสดุรองด้านหลังที่เหมาะสม
- Acoustic Ceiling / Baffle: เพิ่มพื้นที่ดูดซับเสียงโดยไม่ต้องใช้พื้นที่ผนังมาก แต่ต้องประสานตำแหน่งกับระบบไฟ Sprinkler, Smoke Detector และ Diffuser
- Carpet, Curtain, Upholstery: ช่วยลดเสียงสะท้อนในบางช่วงความถี่และเพิ่มความสบายในการใช้งาน แต่ควรประเมินร่วมกับวัสดุอะคูสติกส่วนอื่นเพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมาย
สำหรับ Interior Designer แนวทางที่มีประสิทธิภาพคือการผสาน Material × Design × Acoustic = Intent โดยเลือกวัสดุที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงาม (Visual Language) และประสิทธิภาพทางอะคูสติก (Acoustic Performance) เพื่อให้องค์ประกอบที่ช่วยควบคุมเสียงเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบอย่างกลมกลืน ไม่ดูแปลกแยกหรือถูกเพิ่มเข้ามาภายหลัง
Invisible Technology & Checklist สำหรับ Interior Designer ในช่วง Concept Stage
ก่อนสรุปแบบในขั้น Concept Design และ Schematic Design แนะนำให้ Interior Designer ใช้ Checklist ต่อไปนี้เป็น Gate Review ร่วมกับทีม Acoustic, AV และ MEP เพื่อทบทวนความพร้อมของแนวทางการออกแบบและประสานงานระบบที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป
| Gate | ตรวจอะไร | ผลลัพธ์ที่ต้องการ |
| 01 | Define Room Use | จำนวนคน, รูปแบบประชุม, hybrid, confidentiality, flexible use |
| 02 | Set Acoustic Target | กำหนด RT60, background noise, privacy / isolation target |
| 03 | Map Hard vs Soft Surface | ตรวจ glass, stone, timber, ceiling และพื้นที่ absorption ที่พอเพียง |
| 04 | Reserve Treatment Zones | จองพื้นที่ acoustical wall / ceiling โดยไม่รอ FF&E stage |
| 05 | Coordinate MEP Noise | ตำแหน่ง FCU/AHU/VAV/diffuser, air velocity และ service penetration |
| 06 | Coordinate AV | จอ ลำโพง ไมค์ กล้อง ceiling device และ reflection path |
| 07 | Check Wall / Door Build-up | slab-to-slab, seals, glazing, movable partition และ flanking path |
| 08 | Review Mock-up / Sample | ตรวจสี texture edge detail perforation และ installation joint |
| 09 | Predict Before Build | คำนวณ/จำลอง RT60 และตรวจแบบ coordination ก่อน IFC |
| 10 | Verify After Build | วัด RT60, background noise และ functional test ร่วมกับ AV ก่อน handover |
Acoustic Design ช่วยให้ ID คุมได้ทั้งความสวยงามและคุณภาพเสียง
ห้องประชุมที่ดีไม่ควรมีเพียงความสวยงาม แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงด้วย ทั้งการฟังและพูดที่ชัดเจน การประชุมออนไลน์ที่ราบรื่น ความเป็นส่วนตัว และการควบคุมเสียงรบกวนจากระบบอาคาร การวางแผน Acoustic Design ตั้งแต่ Concept Stage จึงช่วยให้ Interior Designer รักษาความสวยงามควบคู่กับคุณภาพเสียง ลดความเสี่ยงในการแก้ไขงานภายหลัง และลดโอกาสเกิด Rework, Change Order หรือปัญหาที่ต้องตามแก้หลังส่งมอบโครงการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Acoustic Design
ห้องประชุมติดพรมแล้ว ยังต้องมี Acoustic Panel หรือไม่?
พรมช่วยดูดซับเสียงได้บางช่วงความถี่ แต่ไม่สามารถทดแทนวัสดุดูดซับเสียงบนผนังและฝ้าเพดานได้ทั้งหมด จึงควรพิจารณาค่า RT60 และการดูดซับเสียงโดยรวมของห้องร่วมด้วย
กระจกเยอะทำ Acoustic ไม่ได้ใช่หรือไม่?
ทำได้ โดยเพิ่มวัสดุดูดซับเสียงในส่วนอื่น เช่น ฝ้าเพดาน ผนัง หรือม่าน พร้อมวางแผนลดเสียงสะท้อนระหว่างพื้นผิวที่ขนานกัน เพื่อให้คุณภาพเสียงเหมาะสมกับการใช้งาน
ค่า NRC สูง แปลว่าดีที่สุดเสมอหรือไม่?
ไม่เสมอไป เพราะค่า NRC เป็นเพียงตัวชี้วัดการดูดซับเสียงโดยรวมในบางช่วงความถี่ ควรพิจารณาคุณสมบัติของวัสดุในแต่ละช่วงความถี่ วิธีติดตั้ง และตำแหน่งใช้งานจริงร่วมด้วย
ควรเริ่มปรึกษา Acoustic Consultant เมื่อใด?
ควรเริ่มตั้งแต่ Concept Design หรือ Schematic Design ก่อนสรุปรูปแบบฝ้า ผนัง และตำแหน่งระบบ MEP เพื่อให้สามารถประสานงานได้ตั้งแต่ต้น ลดการแก้ไขงานภายหลัง และรักษา Design Intent ได้



